Vision of the Future
“ตัดการยึดมั่นทิ้งไป” กรุงเทพฯไม่ใช่ประเทศไทย จงปล่อยให้กรุงเทพฯเป็นเมืองหลวง(Capital)ของประเทศไทย และขยายฐานเศรษฐกิจออกจากกรุงเทพฯไปอยู่ที่อิสาน เหนือ ใต้ ซึ่งมีแรงงานมากมาย โดยไปสร้างเมืองใหม่ที่นั่น มีอุตสาหกรรมเป็นแหล่งงานหลัก และฟื้นชีวิตกรุงเทพฯให้เป็น”เมืองนำ้”ดังเดิม” (เวนิชตะวันออก). นี่คือ วิสัยทัศน์…จินตนาการสำหรับประเทศไทยในอนาคตที่”สุนทรีย์และโรแมนติค”
ปรัชญาตอนที่ 9
ปรัชญาตอนที่ 9
11 ตุลาคม 2554
“ยูโธเปีย” (Utopia) คำนี้เป็นภาษากรีกแปลว่าไม่มีสถานที่เลย (U=ไม่ + topia=สถานที่) (กีรติ บุญเจือ: ปรัชญายุคกลาง หน้า 248 บรรทัดที่ 3-4)
รู้สึกว่าอยู่ใน “ยูโธเปีย” วิมานในอากาศของเซอร์ ธาเมิส โมร์ (Sir Thomas More ค.ศ.1478-1535) แล้วช่างมีความสุขเสียเหลือเกิน เหมือนกับอยู่ในโลกพระศรีอาริย์ จากอุดมการณ์ของ ธาเมิส โมร์ ยูโธเปียคงจะเป็นโลกของคนดี เป็นผู้มีจริยธรรมคุณธรรมปราศจากซึ่งกิเลสในความโลภ โกรธ และหลง บ้านเมืองคงจะอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมร่มรื่นน่าอยู่ ประชาชนอยู่กันอย่างสมบูรณ์พูนสุข มีแต่การให้รักชีวิตเรียบง่ายพอใจในความพอเพียง
เซอร์ ธาเมิส โมร์ ได้สร้างวิมานในอากาศ “ยูโธเปีย” โดยแสดงมโนคติ (Idea) หรือต้นแบบของโลก หรือเมืองที่น่าอยู่อย่างเห็นเป็นรูปธรรมได้ ต้นแบบของเมืองน่าอยู่ “ยูโธเปีย” ของ ธาเมิส โมร์ นี่ได้สนับสนุนมโนคติเกี่ยวกับ “สองนคร” ของท่านนักบุญ ออเกิสทีน (Saint Augustine ค.ศ.354-430) ซึ่งแสดงไว้ในหนังสือของท่าน เรื่อง
“The Two Cities” “สองนคร”
“นครแห่งพระเจ้า” (The City of God)
เมืองแห่งสวรรค์สำหรับผู้ที่มุ่งทำแต่ความดี
และ
“นครแห่งโลกนี้” (The City of The Earth)
เมืองแห่งปีศาจสำหรับผู้ที่ทำแต่ความเลว
ท่านนักบุญออเกิสทีนรู้สึกความเหลวแหลกของกรุงโรม หลังจากพวกอนารยะชนชาวโกธ (Goth) รุกรานอาณาจักรโรมัน และต้องการจะเน้นว่ากรุงโรมตกต่ำเพราะประชาชนชาวโรมเต็มไปด้วยกิเลส ทำให้ต้องอยู่ในสภาพเหมือนกับอยู่ในนรกในนครแห่งปีศาจ และต้องการให้ชาวโรมันทำความดี เคารพพระเจ้าจะได้มีความสุขเหมือนอยู่ในเมืองสวรรค์
เซอร์ ธาเมิส โมร์ ก็มีความรู้สึกคล้ายกับท่านนักบุญออเกิสทีน เช่นกันว่าขณะนั้นชาวโรมัน โดยเฉพาะชนชั้นสูง ชนชั้นปกครอง ได้มีแต่การเอารัดเอาเปรียบ กินโกง คอรัปชั่น ไม่รู้จักพอ มีแต่การฟุ้งเฟ้อ รักความสนุก จึงได้แสดงอุดมการณ์ (Ideal) ของเมืองที่น่าอยู่ คือ “ยูโธเปีย” ดังกล่าวข้างต้น
อุดมการณ์ของยูโธเปียนี้ ต่อมาหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมศตวรรษที่ 19 (Industrial Revoluation ศ.ต.19) ทั้งยุโรป และ อเมริกาได้ตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับกรุงโรมขณะนั้น ชนชั้นกรรมชีพ ได้ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยนักอุตสาหกรรมโดยให้ค่าแรงงานต่ำ ทำงานวันหนึ่ง 12 ชม. ใช้แรงงานเด็ก บ้านเมืองเต็มไปด้วยผลกระทบสิ่งแวดล้อม เขม่าและเสียงของเครื่องจักรจากโรงงานอุตสาหกรรม ความคับคั่งของผู้คน แรงงานต้องอยู่ในที่อยู่ที่คับแคบ ไม่ถูกสุขลักษณะอนามัย เนื่องจากมีรายได้น้อย
มีการเคลื่อนไหว หรือขบวนการเพื่อสุขลักษณะอนามัยของประชาชน (Public Health Movement) โดยมีการกำหนดชั่วโมงทำงานวันละ 8 ชม.ไม่ใช้แรงงานเด็ก มีการสร้างสวนสาธารณะของเมือง และออกกฎหมายต่าง ๆ เพื่อสุขลักษณะอนามัยของสาธารณะชนในการเคลื่อนไหวนี้ ได้มีนักอุตสาหกรรม เช่น โอเว่น บักกิ้งแฮม ลีเวอร์บราเดอร์ ของอังกฤษ และ ไทเทิส ซอลท์ ได้ชื่นชอบใน “ยูโธเปีย” อุดมการณ์ของ ธาเมิส โมร์ และเขาเหล่านั้นได้แสดงความเป็นผู้มีคุณธรรม และจริยธรรม โดยคิดว่า กำไรสูงสุดมิจำเป็นต้องเกิดจากการเอารัดเอาเปรียบชนชั้นแรงงาน พวกยูโธเปี่ยน (Utopians) เหล่านี้ได้มีการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในโรงงานอุตสาหกรรมมีที่โล่ง มีต้นไม้ มีการตั้งโรงทานเพื่อให้อาหารกลางวัน เป็นต้น ต่อมาได้เป็นอุดมการณ์ (Ideal) ของสวนอุตสาหกรรม (Industrial Park) นอกจากนี้ได้มีพวกยูโธเปี่ยนรุ่นใหม่ ได้แก่ เอ็บเบนเนชเซ่อร์ เฮาวารด์ (Ebenezer Howard) ได้นำเอาอุดมการณ์ของยูโธเปียไปสร้าง “ทฤษฎีเมืองสวน”
“ทฤษฎีเมืองสวน” (Garden City) คือ เป็นเมืองที่เป็น Self-Contained Town คือเป็นเมืองที่ประชาชนจะมีงานทำ โดยเฉพาะงานอุตสาหกรรมมีสาธารณูปการครบถ้วน มีความสมดุลทางด้านเศรษฐกิจ-สังคม คนในเมืองเป็นผู้ที่มีคุณธรรม และจริยธรรม ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ รู้จักพอไม่มีความฟุ้งเฟ้อ ที่ดินเป็นของเมือง ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ มีผู้บริหารเมือง ซึ่งได้รับการเลือกจากประชาชนในเมือง และเมืองจะต้องมีประชาชนไม่มาก เมืองจะต้องล้อมด้วยการเกษตร ต่อมาอุดมการณ์ (Ideal) เมืองสวนนี้ได้นำไปสู่การสร้าง “เมืองใหม่” (New Towns) ซึ่งจะมีการพัฒนาเมืองใหม่อยู่รอบเมืองมหานคร (เช่นกรุงเทพ) ในรัศมี 40-50 กม. เพื่อลดความคับคั่ง (Congestion) ของเมืองมหานคร และสร้างเมืองใหม่ในภูมิภาคเพื่อเป็นศูนย์กลางการเติบโตแห่งใหม่ของประเทศ เช่น สร้างในภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีแรงงานเหลือจากการเกษตร
ปรัชญาตอนที่ 8
ปรัชญาตอนที่ 8
วันที่ 4 ตุลาคม 2554
“The New Atlantis: อุตมรัฐของเบเคิน”
ในขณะนั้นจะมีใครที่คิดว่า “อุตมรัฐ” นครในความฝันซึ่งเป็นอุดมการณ์ (Ideal) ของ ฟรานซิส เบเคิน (Francis Bacon 1561-1626) จะเป็นความจริง (Reality) ได้ เป็นนครหรือโลกแห่งวิทยาการ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะช่วยให้มนุษย์มีความสมบูรณ์พูนสุขในปัจจัย 4 มีความสะดวกและอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานใน การดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ นั่นคือ “คุณภาพชีวิต” (Quality of Life) ของคนใน “อุตมรัฐ” (The New Atlantis) ซึ่งเป็นความคิดของเบเคิน ที่หวังว่า “วิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเกิดจากวิธีอุปนัยของท่านนั้น จะพลิกโลกให้เป็นสวรรค์ เพราะความรู้คือพลัง (Knowledge is power) ดังนั้น “โดยรวมพลัง และประสานพลังของมนุษย์ การวิจัยของมนุษย์ จะเปิดเผยพลังธรรมชาติทุกรูปแบบ มนุษย์จะรู้จัก และใช้พลังเหล่านั้น เพื่อความผาสุขร่มเย็นของมนุษย์ (ในหนังสือย้อนอ่านปรัชญา ยุคกลางของมนุษย์ชาติ โดยกีรติ บุญเจือ หน้า 368)
มโนภาพของเบเคิน เริ่มจะส่งประกายขึ้น และเป็นรูปธรรมเมื่อ เจมส์ วัตต์ (James Watt) ได้ค้นคิดเครื่องจักรไอน้ำได้ในปี ค.ศ.1763 และอดัม สมิทธ์ ได้เสนอปรัชญา เลชเซ-เฟร์ เกี่ยวกับทฤษฎีทุนนิยม (Capitalism) และตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1776 รวมทั้ง เอ็ดดิสัน ได้คิดประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า เครื่องจักรไอน้ำได้สร้างความเจริญในด้านการคมนาคมขนส่งที่สะดวก รวดเร็วขึ้น และเดินทางได้ไกลขึ้น เครื่องจักรไอน้ำได้มีบทบาทในอุตสาหกรรม แทนการผลิตด้วยมือ ทำให้สามารถผลิตสินค้าเครื่องอุปโภคและบริโภค ได้คราวละมาก ๆ (Mass Production) ทำให้รวดเร็ว และราคาถูกลง ประชาชนได้มีโอกาสได้ใช้สินค้าเหล่านั้นอย่างถ้วนหน้า เครื่องจักรไอน้ำ นำไปผลิตพลังงานต่าง ๆ เช่น พลังงานไฟฟ้า และความร้อน นำไปใช้เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของมนุษย์ได้มากขึ้น บ้านเมืองสว่างไสว ด้วยหลอดไฟที่คิดโดยนักประดิษฐ์ เอ็ดดิสัน
ปรัชญาตอนที่ 7
ปรัชญาตอนที่ 7
วันที่ 30 กันยายน 2554
โลกเป็นกลีภพ…ไร้กฎเกณฑ์
มนุษย์ไม่สามารถจะอยู่เหนือธรรมชาติ เมื่อเกิดภัยธรรมชาติมนุษย์ก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุน
บัดนี้มนุษย์ไม่มีที่จะหนี เพราะมนุษย์ได้ใช้พื้นที่หมดไปแล้ว
ทำไม เราจึงปล่อยให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเกิดลูกมากเกินความต้องการเสมอ… จนต้องดิ้นรนต่อสู้แย่งกันกิน แย่งกันอยู่ แย่งอากาศหายใจ แย่งกันใช้ทรัพยากร… จนเวลานี้ทุกอย่าง ขาดแคลน ผู้คนขาดคุณธรรม และจริยธรรม พ.ศ.2454 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่า 70.32 % พ.ศ.2553 มีพื้นที่ป่าเพียง 33.40% ของพื้นที่ประเทศไทย (511,937กม2) เพราะมนุษย์ล้นโลกแล้ว มนุษย์จะต้องลดสัญชาติญาณของการสืบเผ่าพันธ์ โลกาภิวัฒน์ โลกของเทคโนโลยีและ IT จะลดการพึ่งพิง (Dependency) ของผู้สูงวัย ประเทศไทยจะมีคนเท่าไรให้
“หมุนเวลาประเทศไทยกลับไป พ.ศ.2503 —— พ.ศ.2454
ให้บ้านเมืองสุนทรีย์ และโรแมนติค”
คือประเทศไทยจะมีพลเมือง 8.2 ล้านคน – 26 ล้านคน
(ตอนที่ 2) “มาช่วยกันสร้างบ้านสร้างเมือง
…The New Atlantis + Utopia…
ทุกภาคของประเทศไทย…”
คนไทยต้องเปลี่ยนมโนคติใหม่ ไม่มีอคติ และแขวนความคิดเดิมไว้ เพื่อ Decentralization คือลดความสำคัญ และหน้าที่ (Urban function) ของเมืองศูนย์กลางทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพมหานคร
ต้องสร้าง “Self-Contained Regions และ Decentralization” เพื่อลดความคับคั่ง และคนล้นเมือง คือ แต่ละภาคทุกปัจเจกบุคคลเป็นผู้ที่มีมโนคติในคุณธรรมและจริยธรรม ดั่งได้อยู่ใน “Utopia” มโนคติของ ท่านเซอร์ธาเมิสโมร์ ทุกปัจเจกบุคคลในกำลังแรงงาน (labor force) จะมีงานทำ และมีโอกาสที่เสมอภาค และมีเสรีภาพที่จะได้รับบริการทางสังคม และโครงสร้างพื้นฐานที่ก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยี ดั่งได้อยู่ใน “The New Atlantis” มโนคติของฟรานชีส เบเคิน
ปรัชญาตอนที่ 6
ปรัชญาตอนที่ 6
วันที่ 28 กันยายน 2554
“มาช่วยกันสร้างบ้านสร้างเมือง…อนุรักษ์เมือง… (ตอนที่ 2)”
จะต้องสร้างเมืองที่ดี งาม และบริบูรณ์
“เมือง” เป็นศูนย์กลางของการผลิต อุตสาหกรรม การค้า การบริการ มีประชากรมาก แรงงานที่เหลือจากการเกษตรต่างก็มุ่งเข้าสู่เมือง เพื่อการทำงาน
มนุษย์เป็น “สสาร” ต้องการพื้นที่ ได้แก่
…พื้นที่ทำกิน พื้นที่อยู่ พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ อื่นๆ…
“มนุษย์มากขึ้นต้องการพื้นที่มากขึ้น”
การฟื้นฟูเมืองเดิมให้มีชีวิตชีวา (Revitalization) การเพิ่มอัตราส่วนของประชากรต่อพื้นที่เมือง (Density) เป็นการจำกัดพื้นที่เมือง ลดการขยายพื้นที่เมือง ลดการทำลายพื้นที่เกษตร
เพื่อมนุษย์จะสามารถสร้างพลังปรับตัวที่จะอยู่ในเมืองที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินเมือง (Urban land use) ที่เข้มข้น (Intensive use) ได้ มนุษย์จะต้องสร้างพลังแสวงหา
“สุนทรียภาพ” คือ เมืองที่งามคลาสสิค และงามโรแมนติค
ประเทศไทยมีพื้นที่ 511,937 กม2 มีประชากร พ.ศ.2454, 2503 และ 2553 เท่ากับ 8.2 ล้านคน 2.6 ล้านคน และ 63,878,267 ตามลำดับ ดังนั้นจะมีความหนาแน่น พ.ศ.2454 1.6 คน/กม2 พ.ศ.2503 มีความหนาแน่นเท่า 51 คน/กม2 และพ.ศ.2553 มีความหนาแน่นเท่ากับ 125 คน/กม2
ทำไม เราเลือกที่อยู่ในบ้านเมืองที่มีบรรยากาศ “THE EVIL CITY” เช่น บ้านเมืองใน พ.ศ.2553
ทำไม ไม่หมุนเวลากลับไปอยู่ในบ้านเมืองที่ “สุนทรีย์และโรแมนติค” เช่น บ้านเมืองใน พ.ศ.2503 หรือ พ.ศ.2454
ปรัชญาตอนที่ 5
ปรัชญาตอนที่ 5
วันที่ 27 กันยายน 2554
“มาช่วยกันสร้างบ้านสร้างเมือง…อนุรักษ์ชนบท… (ตอนที่ 1)”
ต้องเริ่มจากการดูแลชนบท เพราะ
ชนบท เป็นแหล่งผลิตพืชพันธ์ธัญญาหารของมนุษย์
ไม่มีชนบท ไม่มีมนุษย์ ไม่มีผลผลิตจากชนบท ไม่มีการผลิตอุตสาหกรรม
ไม่มีการค้า และการบริการ ไม่มี “เมือง”
โดยประชาชนต้องมีมโนสำนึกของ จริยธรรมแห่งการดูแล (Ethic of care)
คือ ดูแลธรรมชาติให้ สุนทรีย์และโรแมนติค นั่นคือ “ชนบทที่ดี งาม และบริบูรณ์ ด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ และพืช รวมถึงป่าไม้”
พายุนกเต็น พ.ศ.2554 ได้ทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ชนบทของประเทศไทย “ชาวชนบท” ต้องเสียผลผลิตทางด้านการเกษตร เพราะเกิดความผิดพลาดในมโนคติ (Idea) และเทคโนโลยีใน การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เพราะ “วิทยาศาสตร์ไม่ให้ความจริงวัตถุวิสัย (objective truth)”
ปรัชญาตอนที่ 4
ปรัชญาตอนที่ 4
วันที่ 12 กันยายน 2554
“มนุษย์เป็นสัตว์เหตุผล”
Man is rational animal: (Aristotle)
มนุษย์จะใช้เหตุผลสำหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิต นั่นคือ ใช้ปัญญาให้เกิด
- พลังสร้างสรรค์ เพื่อปัจจัย 4
- พลังร่วมมือเพื่อความเข้มแข็งของสังคม และสันติ
- พลังปรับตัวให้อยู่ในธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
- พลังแสวงหาที่จะเป็นผู้ที่ดีพร้อมปราศจากกิเลสเพื่อความสุขแท้จริง
นั่นคือ คุณภาพชีวิต
ทำไมมนุษย์จะต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ก็เพราะ “มนุษย์ทุกคนต้องการมีความสุข”
คือ “มีความสุขแท้ตามความเป็นจริง” ทั้งกายและใจ
ปรัชญาตอนที่ 3
ปรัชญาตอนที่ 3
วันที่ 6 กันยายน 2554
นอกจาก “เอกภพ และโลกของเรา” แล้ว
“อะไรที่ไม่เกี่ยวกับตัวปัจเจกบุคคลที่มีจริง
แต่ละบุคคลแล้วล้วนไร้ความหมาย”
1. เพราะโลกเกิดมาตั้ง 4 พันล้านกว่าปีแล้วมนุษย์
เพิ่งจะอุบัติขึ้นบนโลกแค่ 2 ล้านกว่าปี
มนุษย์จะต้องอยู่บนโลกใบนี้ไปอีกตั้ง 1 พันล้านปี
2. และเพราะความเป็นจริง 4 ระดับ ของมนุษย์ คือ
มนุษย์เป็น สสาร ต้องการพื้นที่อยู่บนโลก
มนุษย์เป็น สิ่งที่มีชีวิต เช่น พืช มีสัญชาติญาณต้องดิ้นรนเพื่อการอยู่รอด เห็นแก่ตัว
มนุษย์เป็น สัตว์ มีสัญชาติญาณเพื่อการสืบเผ่าพันธ์ของตนเกิดลูกมาก
มนุษย์เป็น สัตว์ประเสริฐ มีปัญญา มีมโนสำนึกที่จะทำความดี มีคุณธรรมมาตั้งแต่เกิด แต่สิ่งแวดล้อมทำให้มนุษย์ประพฤติชั่ว เพราะมีกิเลส ขาดยุติธรรม
ทำไมมนุษย์จะเกิดลูกมากเพื่ออยู่บนความเสี่ยง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ให้ความจริงวัตถุวิสัย
ขณะนี้โลกเข้าสู่วัยชราแล้ว และมีความเป็นกลีภพ… ไร้กฎเกณฑ์แฝงอยู่ ไม่มีสิ่งใดจะค้ำประกัน
ในความสม่ำเสมอ และจะมีพลังปรับตัวดังแต่ก่อน
ชะตากรรมของมนุษย์ขึ้นอยู่กับพลังปรับตัวของเอกภพและโลกเพื่อความสมดุลของดิน น้ำ ลม ไฟ คือ เป็นโลกที่สุนทรีย์และโรแมนติค
ปรัชญาตอนที่ 2
ปรัชญาตอนที่ 2 (วันที่ 29 สิงหาคม 2554)
นักปรัชญาแห่งศตวรรษที่ 19 ได้กล่าวว่า
“สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายย่อมเกิดลูกมากเกินต้องการเสมอ ถ้าปล่อยตามธรรมชาติไม่ช้าก็ต้องดิ้นรนต่อสู้แย่งอาหารกัน”
มนุษย์เป็นหมาป่าต่อกัน
ประเทศไทยเมื่อ 100 ปีที่แล้ว มีคนไม่ถึง 10 ล้านคน
เมื่อ 50 ปีที่แล้ว มีคนประมาณ 20 ล้านคน
ปัจจุบัน พ.ศ.2554 มีคนประมาณ 60 ล้านคน
แต่ประเทศไทยมีพื้นที่ “เท่าเดิม”
ประเทศไทยไม่สุนทรีย์และโรแมนติกเหมือนเมื่อ 50 – 60 ปีที่แล้ว
ธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ดี ไม่งาม ไม่บริบูรณ์
สำหรับเป็นปัจจัย 4 สำหรับมนุษย์
….แย่งกันกิน แย่งกันอยู่ แย่งอากาศหายใจ แย่งกันใช้ทรัพยากร ….
ในที่สุดทุกอย่างก็ขาดแคลน
เราจึงไม่มีความยุติธรรม ไม่รู้จัก “ให้”(Aristotle)
ผังเมือง ตอนที่ 1 วันที่ 27 สิงหาคม 2554
ผังเมือง ตอนที่ 1 วันที่ 27 สิงหาคม 2554
ผังเมือง การจัดระเบียบการใช้ที่ดิน โดยกำหนดนโยบายการใช้ที่ดินของประเทศ ภาค และเมือง เพื่อ
การเติบโตของเมือง (Civitas ล.ต.) และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ…ดิน น้ำ ลม ไฟ พืช…
กรมโยธาธิการผังเมืองได้จัดทำผังประเทศ ผังภาคเสร็จแล้ว ต้องนำมากำหนด “นโยบายการใช้ประโยชน์ที่ดิน” และเป็นแม่บทสำหรับรัฐบาลใช้ประสานการพัฒนา เมืองและอนุรักษ์ชนบท เพื่อ “คุณภาพชีวิต”


