ปรัชญา “โลกที่สุนทรีย์และโรแมนติกสำหรับมนุษยชาติ”
ปรัชญา “โลกที่สุนทรีย์และโรแมนติกสำหรับมนุษยชาติ”
โลกที่ดีงาม บริบูรณ์ ด้วย ธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ และพืช;
ดินดี น้ำงาม แดดดี ฝนตก ลมเย็น อากาศบริสุทธ์ พืชอุดม
ดังที่ “นักปราชญ์บางคน เช่น ไลน์นิซ ตีความว่า โลกเราเป็นโลกที่ดีที่สุดที่พระเจ้าอาจจะสร้างมาได้” (กีระติ บุญเจือ: จริยศึกษา หน้า 122)
แต่ โลกที่สุนทรีย์และโรแมนติก ก็มีความเป็น “กลีภพ…ไร้กฎเกณฑ์” แฝงอยู่:
แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม ภัยแล้ง มนุษย์ไม่สามารถจะอยู่เหนือธรรมชาติ เมื่อเรายังไม่สามารถจะทราบอันติมะสัจในกฎเกณฑ์ของเอกภพได้ทั้งหมด เมื่อเกิดภัยธรรมชาติมนุษย์ก็ต้องหนีตายหัวซุกหัวซุน เช่นเดียวกับมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่ได้อุบัติขึ้นบนโลกมนุษย์เมื่อประมาณ 2-3 ล้านปีมาแล้ว แต่มนุษย์ปัจจุบันนี้มีที่เหลือน้อยเต็มทีแล้วที่จะหนีภัยธรรมชาติ
เราต้องปรับเปลี่ยนปรัชญาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ และ”ผังเมือง” เพื่อวิถีชีวิตที่มีคุณภาพ
พายุนกเต้น พ.ศ. 2554 ทำให้เกิดน้ำท่วมประเทศไทย
คิดในแง่ดี: ภัยธรรมชาตินี้เกิดจากโลกและเอกภพมีพลังปรับตัว เพื่อความสมดุลย์ของมัน
มนุษย์ดึกดำบรรพ์คิด: มนุษย์ทำให้เบื้องบนไม่พอพระทัยแต่เบื้องบนยังปราณีให้มนุษย์ได้สำนึกทำความดีให้มากกว่านี้—มีคุณธรรมและจริยธรรม จึงประทานน้ำมาให้ “น้ำท่วมดีกว่าภัยแล้ง” เพราะน้ำคือชีวิต
“เราต้องปรับเปลี่ยนปรัชญาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์และการผังเมือง เพื่อวิถีชีวิตที่มีคุณภาพ”


