ปรัชญาตอนที่ 9

November 9, 2011 by  
Filed under Articles, Thailand

ปรัชญาตอนที่ 9

11  ตุลาคม 2554

“ยูโธเปีย” (Utopia) คำนี้เป็นภาษากรีกแปลว่าไม่มีสถานที่เลย (U=ไม่ + topia=สถานที่) (กีรติ บุญเจือ: ปรัชญายุคกลาง หน้า 248 บรรทัดที่ 3-4)

รู้สึกว่าอยู่ใน “ยูโธเปีย” วิมานในอากาศของเซอร์ ธาเมิส โมร์ (Sir Thomas More ค.ศ.1478-1535) แล้วช่างมีความสุขเสียเหลือเกิน เหมือนกับอยู่ในโลกพระศรีอาริย์ จากอุดมการณ์ของ ธาเมิส โมร์ ยูโธเปียคงจะเป็นโลกของคนดี เป็นผู้มีจริยธรรมคุณธรรมปราศจากซึ่งกิเลสในความโลภ โกรธ และหลง บ้านเมืองคงจะอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมร่มรื่นน่าอยู่ ประชาชนอยู่กันอย่างสมบูรณ์พูนสุข มีแต่การให้รักชีวิตเรียบง่ายพอใจในความพอเพียง

เซอร์ ธาเมิส โมร์ ได้สร้างวิมานในอากาศ “ยูโธเปีย” โดยแสดงมโนคติ (Idea) หรือต้นแบบของโลก หรือเมืองที่น่าอยู่อย่างเห็นเป็นรูปธรรมได้ ต้นแบบของเมืองน่าอยู่ “ยูโธเปีย” ของ ธาเมิส โมร์ นี่ได้สนับสนุนมโนคติเกี่ยวกับ “สองนคร” ของท่านนักบุญ ออเกิสทีน (Saint Augustine ค.ศ.354-430) ซึ่งแสดงไว้ในหนังสือของท่าน เรื่อง

 

“The Two Cities” “สองนคร”

“นครแห่งพระเจ้า” (The City of God)

เมืองแห่งสวรรค์สำหรับผู้ที่มุ่งทำแต่ความดี

และ

“นครแห่งโลกนี้” (The City of The Earth)

เมืองแห่งปีศาจสำหรับผู้ที่ทำแต่ความเลว

ท่านนักบุญออเกิสทีนรู้สึกความเหลวแหลกของกรุงโรม หลังจากพวกอนารยะชนชาวโกธ (Goth) รุกรานอาณาจักรโรมัน และต้องการจะเน้นว่ากรุงโรมตกต่ำเพราะประชาชนชาวโรมเต็มไปด้วยกิเลส ทำให้ต้องอยู่ในสภาพเหมือนกับอยู่ในนรกในนครแห่งปีศาจ และต้องการให้ชาวโรมันทำความดี เคารพพระเจ้าจะได้มีความสุขเหมือนอยู่ในเมืองสวรรค์

เซอร์ ธาเมิส โมร์ ก็มีความรู้สึกคล้ายกับท่านนักบุญออเกิสทีน เช่นกันว่าขณะนั้นชาวโรมัน โดยเฉพาะชนชั้นสูง ชนชั้นปกครอง ได้มีแต่การเอารัดเอาเปรียบ กินโกง คอรัปชั่น ไม่รู้จักพอ มีแต่การฟุ้งเฟ้อ รักความสนุก จึงได้แสดงอุดมการณ์ (Ideal) ของเมืองที่น่าอยู่ คือ “ยูโธเปีย” ดังกล่าวข้างต้น

อุดมการณ์ของยูโธเปียนี้ ต่อมาหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมศตวรรษที่ 19 (Industrial Revoluation ศ.ต.19) ทั้งยุโรป และ อเมริกาได้ตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับกรุงโรมขณะนั้น ชนชั้นกรรมชีพ ได้ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยนักอุตสาหกรรมโดยให้ค่าแรงงานต่ำ ทำงานวันหนึ่ง 12 ชม. ใช้แรงงานเด็ก บ้านเมืองเต็มไปด้วยผลกระทบสิ่งแวดล้อม เขม่าและเสียงของเครื่องจักรจากโรงงานอุตสาหกรรม ความคับคั่งของผู้คน แรงงานต้องอยู่ในที่อยู่ที่คับแคบ ไม่ถูกสุขลักษณะอนามัย เนื่องจากมีรายได้น้อย

มีการเคลื่อนไหว หรือขบวนการเพื่อสุขลักษณะอนามัยของประชาชน (Public Health Movement) โดยมีการกำหนดชั่วโมงทำงานวันละ 8 ชม.ไม่ใช้แรงงานเด็ก มีการสร้างสวนสาธารณะของเมือง และออกกฎหมายต่าง ๆ เพื่อสุขลักษณะอนามัยของสาธารณะชนในการเคลื่อนไหวนี้ ได้มีนักอุตสาหกรรม เช่น โอเว่น บักกิ้งแฮม ลีเวอร์บราเดอร์ ของอังกฤษ และ ไทเทิส ซอลท์ ได้ชื่นชอบใน “ยูโธเปีย” อุดมการณ์ของ ธาเมิส โมร์ และเขาเหล่านั้นได้แสดงความเป็นผู้มีคุณธรรม และจริยธรรม โดยคิดว่า กำไรสูงสุดมิจำเป็นต้องเกิดจากการเอารัดเอาเปรียบชนชั้นแรงงาน พวกยูโธเปี่ยน (Utopians) เหล่านี้ได้มีการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในโรงงานอุตสาหกรรมมีที่โล่ง มีต้นไม้ มีการตั้งโรงทานเพื่อให้อาหารกลางวัน เป็นต้น ต่อมาได้เป็นอุดมการณ์ (Ideal) ของสวนอุตสาหกรรม (Industrial Park) นอกจากนี้ได้มีพวกยูโธเปี่ยนรุ่นใหม่ ได้แก่ เอ็บเบนเนชเซ่อร์ เฮาวารด์ (Ebenezer Howard) ได้นำเอาอุดมการณ์ของยูโธเปียไปสร้าง “ทฤษฎีเมืองสวน”

“ทฤษฎีเมืองสวน” (Garden City) คือ เป็นเมืองที่เป็น Self-Contained Town คือเป็นเมืองที่ประชาชนจะมีงานทำ โดยเฉพาะงานอุตสาหกรรมมีสาธารณูปการครบถ้วน มีความสมดุลทางด้านเศรษฐกิจ-สังคม คนในเมืองเป็นผู้ที่มีคุณธรรม และจริยธรรม ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ รู้จักพอไม่มีความฟุ้งเฟ้อ ที่ดินเป็นของเมือง ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ มีผู้บริหารเมือง ซึ่งได้รับการเลือกจากประชาชนในเมือง และเมืองจะต้องมีประชาชนไม่มาก เมืองจะต้องล้อมด้วยการเกษตร ต่อมาอุดมการณ์ (Ideal) เมืองสวนนี้ได้นำไปสู่การสร้าง “เมืองใหม่” (New Towns) ซึ่งจะมีการพัฒนาเมืองใหม่อยู่รอบเมืองมหานคร (เช่นกรุงเทพ) ในรัศมี 40-50 กม. เพื่อลดความคับคั่ง (Congestion) ของเมืองมหานคร และสร้างเมืองใหม่ในภูมิภาคเพื่อเป็นศูนย์กลางการเติบโตแห่งใหม่ของประเทศ เช่น สร้างในภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีแรงงานเหลือจากการเกษตร

  • Brooke Fraser

Speak Your Mind

Tell us what you're thinking...
and oh, if you want a pic to show with your comment, go get a gravatar!